รับซ่อมแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์

ลงประกาศฟรี => อื่น ๆ => ข้อความที่เริ่มโดย: หนุ่มน้อยคอยรัก007 ที่ กรกฎาคม 09, 2018, 07:05:24 AM

หัวข้อ: ยอ มีสรรพคุณ เเละ ประโยชน์ที่สามารถรักษาโรคต่างๆได้ดีอีกด้วย
เริ่มหัวข้อโดย: หนุ่มน้อยคอยรัก007 ที่ กรกฎาคม 09, 2018, 07:05:24 AM
(https://www.img.live/images/2018/07/03/56b15c9238dd5724.jpg) (http://www.disthai.com/16941411/%E0%B8%A2%E0%B8%AD)
ยอ (http://www.disthai.com/16941411/%E0%B8%A2%E0%B8%AD)
ชื่อสมุนไพร  ยอ
ชื่ออื่น/ขื่อแคว้น  ยอบ้าน (ภาคกึ่งกลาง) , มะตาเสื่อ (ภาคเหนือ) , แยใหญ่ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) , Noni (ฮาวาย) , Meng kudu (มาเลเซีย) , Ach (ฮินดู)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Morinda citrifolia
ชื่อสามัญ  Indian mulberry
สกุล  Rubiaceae
บ้านเกิด   ลูกยอ Morinda citrifolia คือผลไม้เขตร้อนพบมากบันทึกว่ามีการกินลูกยอเป็นของกินมานานกว่า 2000 ปี แล้ว โดยยอ (http://www.disthai.com/16941411/%E0%B8%A2%E0%B8%AD)เป็นพืชท้องถิ่นในแถบโพลีนีเซียตอนใต้ (Polynesia) แล้วก็ได้แพร่ขยายไปยังประเทศอื่นๆโดยมีตำนานว่า คนภายในอดีตกาล (ที่ตอนนี้เรียกกันว่าขาว เฟร้นซ์ โพลินีเซีย (French Polynesia) ซึ่งอยู่ในแถบตอนใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิก พวกเขาได้เดินทางจากเกาะหนึ่งไปยังอีกเกาะหนึ่งโดยเรือแคนูและได้นำพืชศักดิ์สิทธิ์จากหมู่เกาะเดิมของพวกเขามาด้วย พืชนั้นเป็นทั้งยังของกินขึ้นพื้นฐานที่เสริมสร้างส่วนต่างๆของร่างกายรวมทั้งเพื่อเป็นยารักษาโรค ซึ่งใช้ตกทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ คนโบราณรุ่นแล้วรุ่นเล่า ได้ช่วยกันบันทึกและจำต่อมายังบุตรหลานว่าผลของต้นโนนิช่วยบรรเทาอาการป่วยเบื้องต้นได้ โดยชาวโพลิเนเซียน ชาวจีน คนแขก รู้จักใช้ประโยชน์จากลูกยอมานานแล้ว ส่วนการแพร่ขยายชนิดของยอนั้นมีต้นเหตุที่เกิดจากถูกนำประจำตัวเข้าไปยังหมู่เกาะแปซิฟิกตอนใต้ โดยบรรดาผู้อพยพ และมันสามารถเจริญเติบโตได้ดิบได้ดีในดินภูเขาไฟที่ไร้มลภาวะ และก็มีการแพรกระจายพันธุ์ไปยังดินแดนใกล้เคียง
แม้กระนั้นอีกหนังสือเรียนหนึ่งกล่าวว่าเป็นไม้ท้องถิ่นในเอเซียอาคเนย์ แต่ว่ามีผู้น าไปขยายพันธุ์จนกระทั่งกระจายไปทั่วประเทศอินเดีย รวมทั้งตามหมู่เกาะต่างๆในห้วงสมุทรแปซิฟิคแล้วก็หมู่เกาะอินดัสตะวันตก ต้นยอขึ้นได้ทั้งในป่าทึบหรือตามชายฝั่งทะเลที่เป็นโขดเขาหรือพื้นทราย ต้นโตเต็มกำลังเมื่ออายุครบ 18 เดือน และจะให้ผล
ซึ่งในขณะนี้พืชประเภทนี้มีชื่อเสียงกันทั่วโลก ในประเทศไทยรู้จักกันในชื่อ “ยอ” ในประเทศมาเลเซียรู้จักกันในชื่อ “เมอกาดู” (Mergadu) ในทวีปเอเชียได้เรียกว่า “นเฮา” (Nhau) แถบหมู่เกาะตอนใต้ของห้วงสมุทรแปซิฟิกเรียกกันว่า “โนนู” และก็ในเกาะซามัว ทองกา ราราทองคำกา ตาฮิติ เรียกกันว่า “โนโน” หรือ “โนนิ”
ลักษณะทั่วไป
ลำต้น ยอเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีความสูงโดยประมาณ 2-6 เมตร ลำต้นมีขนาดเล็ก ขนาดโตสุดกำลัง 5-10 ซม. สังกัดอายุ และความอุดมสมบูรณ์ของดิน เปลือกลำต้นบางติดกับแก่นไม้ ผิวเปลือกออกสีเหลืองนวลปนขาว หยาบคายสากเล็กน้อย แตกกิ่งน้อย 3-5 กิ่ง ทำให้มองดูไม่เป็นทรงพุ่มไม้
ใบ ใบเป็นใบโดดเดี่ยว (simple leaf) แทงออกตรงกันข้ามกันซ้ายขวา มีทรงรี หรือขอบขนาน ใบกว้างราวๆ 10-20 ซม. ยาวราว 15-30 เซนติเมตร ใบอ่อนสีเขียวสด เมื่ออายุใบมากจะมีสีเขียวเข้ม ก้านใบยาวราวๆ 1 เซนติเมตร โคนใบ แล้วก็ปลายใบมีลักษณะแหลม ขอบของใบ รวมทั้งผิวใบเป็นคลื่น ผิวใบมันเกลี้ยงทั้งคู่ด้าน ด้านบนใบพบได้บ่อยเป็นตุ่มที่เกิดจากแบคทีเรีย
ดอก  ดอกออกเป็นช่อกลมคนเดียวๆสีขาว รูปทรงราวกับหลอด ดอกแทงออกตามง่ามใบ ก้านช่อดอกยาวราว 3-4 เซนติเมตร ไม่มีก้านดอกย่อย จัดเป็นดอกบริบูรณ์เพศที่มีทั้งเกสรตัวผู้ และเกสรตัวเมีย กลีบรองดอก แล้วก็โคนกลีบดอกไม้เชื่อมติดกัน กลีบมีสีขาว เป็นรูปท่อ ยาวราวๆ 8-12 มิลลิเมตร ผิวดอกด้านนอกเรียบ ด้านในมีขน ดอกส่วนครึ่งปลายบนแยกเป็น 4-5 แฉก ยาวประมาณ 4-5 มิลลิเมตร เกสรตัวผู้ รวมทั้งเกสรตัวเมีย ยาวโดยประมาณ 15 มม. แยกเป็น 2 แฉก อับเรณูยาวโดยประมาณ 3 มม.
ผล  ผลเป็นชนิดผลรวม (multiple fruit) เหมือนกันกับน้อยหน่า รวมทั้งขนุน เชื่อมชิดกันสำเร็จใหญ่ตามที่พวกเราเรียกผลหรือหมาก ขนาดผลกว้างโดยประมาณ 3-5 ซม. ยาว 3-10 ซม. ผิวเรียบเป็นตุ่มพอง ผลอ่อนจะมีสีเขียวสด เมื่อแก่จะมีสีเหลืองอมเขียว รวมทั้งเมื่อสุกจะมีสีเหลือง รวมทั้งกลายเป็นสีขาวจนกระทั่งเน่าตามอายุผล เมล็ดในผลมีจำนวนหลายชิ้น เม็ดมีลักษณะแบน ภายในเม็ดเป็นถุงอากาศทำให้ลอยน้ำได้ ผิวเมล็ดมีสีนํ้าตาลเข้ม
                นอกจากนั้นยังสามารถแบ่งสายพันธุ์ของยอได้อีกดังนี้

การขยายพันธุ์การปลูก
ยอนิยมปลูกด้วยการเพาะเม็ด แม้กระนั้นสามารถขายพันธุ์ด้วยวิธีอื่นได้เหมือนกัน อย่างเช่น การปักชำ การตอน แต่การเพาะเมล็ดจะให้ผลที่ดีมากกว่าและอัตราการรอดจะสูงขึ้นยิ่งกว่าแนวทางอื่น โดยการเพาะเมล็ดจะใช้วิธีการบีบแยกเม็ดออกจากผลสุก แล้วล้างด้วยน้ำ แล้วก็กรองเมล็ดออก ผลที่ใช้ควรจะเป็นผลสุกจัดที่ตกจากต้นที่มีสีขาว เนื้อผลอ่อนนิ่ม ซึ่งจะได้เมล็ดที่มีสีดำหรือสีน้ำตาลเข้ม  เม็ดที่ได้ต้องนำไปตากแห้ง 3-5 วันก่อน  รวมทั้งนำมาเพาะในถุงเพาะชำให้มีต้นสูงราว 30 ซม. ก่อนนำลงปลูก
ต้นยอเป็นพืชพันธุ์ไม้ที่ดูแลง่ายไม่ค่อยมีแมลงศัตรูพืช หรือโรคพืชมากมาย รวมทั้งยังเป็นพืชที่ทนต่อสภาพดินเค็มแล้วก็สถานการณ์แห้งแล้งอีกด้วย ก็เลยทำให้มีการแพร่ไปจำพวกอย่างรวดเร็วองค์ประกอบทางเคมี สาระสำคัญที่เป็นส่วนประกอบในยอ อีกทั้งในส่วนของ  ผล ใบ และก็ราก มีหลายแบบ อาทิเช่น scopoletin , octoanoic acid , potassium , vitamin C , terpenoids , Asperuloside , Proxyronine สารในกลุ่ม anthraquinones ดังเช่น anthraquinone glycoside , morindone และก็ rubiadin รวมถึง      flavonoids, triterpenoids, triterpenes, saponins, carotenoids, vitamin E                                    ยิ่งไปกว่านี้ยังมี  vitamin A , amino acid , ursolic acid , carotene รวมทั้ง  linoleic acid ซึ่งสารพวกนี้สารประเภทได้มีการทดสอบคุณสมบัติของสารแล้วว่าส่งผลที่สามารถประยุกต์ใช้ทางการแพทย์ได้ นอกนั้นยังพบสารชนิดใหม่ที่ชื่อว่า flavone glycoside แล้วก็ iridoid glycoside ในใบยอโดยสารทั้งคู่มีผลยังยั้ง cell transformation ของ mouse epidermal JB6 cell line
ประโยชน์/คุณประโยชน์
ประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากยอนั้นมีในด้านการนำไป บริโภคเป็นอาหารและก็การนำมาใช้เป็นยาสมุนไพร ในร้านของ        Asperulosideการนำมาบริโภคนั้น   มีมากมายหลายแบบดังนี้ มีการ
 บริโภคผลยอกันมาก ดิบๆหรือแต่ง อาทิเช่น บางหมู่เกาะในห้วงมหาสมุทรแปซิฟิค กินผลยอเป็นของกินหลัก ส่วนชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งชาวพื้นเมืองออสเตรเลียกินผลยอดิบจิ้มเกลือ หรือปรุงกับผงกะหยี รวมทั้งใช้เม็ดของยอคั่วรับประทานได้
ส่วนในประเทศไทยนั้นบริโภคยอโดย ลูกยอสุก  เอามาจิ้มรับประทานกับเกลือหรือกะปิ ลูกห่ามใช้ทำส้มตำ ใบอ่อน เอามาลวกกินกับน้ำพริก ใช้ทำแกงจืด แกงอ่อม ผัดไฟแดง หรือประยุกต์ใช้รองกระทงห่อหมก รวมทั้งในขณะนี้มีการนำลูกไปดัดแปลงโดยคั้นเป็น น้ำลูกยอ โดยเชื้อกันว่ามีสาระ ทางด้านคุณประโยชน์ของของกินที่มี วิตามินซี วิตามินเอ รวมทั้งธาตุโปแตสเซียมสูง นอกจากนั้นจะมีลักษณะเหมือนผักผลไม้เยอะมากๆเพราะมีสารแอนติออกซิแดนท์หรือสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งถือว่าช่วยชะลอการแก่ของเซลล์ รวมทั้งต้านทานมะเร็ง  ได้
                ส่วนในด้านการนำมาใช้เป็นสมุนไพรนั้น ยอได้ถูกระบุว่ามีคุณประโยชน์ทางยา ดังนี้  ตำราเรียนยาไทย: ผลมีรสเผ็ดร้อน ช่วยขับลมในไส้ ขับผายลม บำรุงธาตุ ทำให้เจริญอาหาร ผสมในยาแก้สะอึก อมแก้เหงือกเปื่อยยุ่ย เหงือกบวม ขับประจำเดือนเสีย ขับเลือดลม ฟอกเลือด ขับน้ำคาวปลา แก้เสียงแหบ แก้ตัวเย็น แก้ร้อนในอก แก้กษัย แก้คลื่นไส้  โดยนำมาหมกไฟหรือต้มกับน้ำกิน หรือนำมาจิ้มกับน้ำผึ้งทาน ตำราสรรพคุณยาไทยพูดว่าผลอ่อนรับประทานเป็นยาแก้คลื่นเหียนอาเจียน ผลสุกงอมเป็นยาขับระดูสตรี ผลดิบเผาเป็นถ่านผสมเกลือเล็กน้อย อมแก้เหงือกเปื่อยยุ่ยเป็นขุมบวม หั่นปิ้งไฟพอเพียงเหลืองทำกระสายยา เมล็ดเป็นยาระบาย
           ตำรายาไทยมีการใช้ ผลยอ ใน”พิกัดตรีผลสมุฎฐาน” เป็นการจำกัดจำนวนตัวยาที่มีผลเป็นที่ตั้ง 3 อย่าง ส่งผลมะตูม ผลยอ ผลผักชีลา คุณประโยชน์แก้สมุฎฐานที่ตรีทูต ขับลมต่างๆแก้โรคไตทุพพลภาพ ส่วนอีกแบบเรียนหนึ่งระบุว่าสรรพคุณของส่วนต่างๆของยอไว้ดังนี้
                ราก สรรพคุณเป็นยาระบาย แก้ท้องผูก ใบยอ รสขมขื่น สรรพคุณบำรุงธาตุ แก้ไข้ ฆ่าเหา ปวดข้อ คั้นน้ำทา แก้โรคเกาต์ แก้ท้องเดินในเด็ก แก้เหงือกบวม คั้นน้ำทาแก้แผลเรื้อรัง แก้กษัย ผสมยาอื่นแก้วัณโรค ผลดิบหรือแก่ รสเผ็ด คุณประโยชน์ขับลม บำรุงธาตุ เจริญอาหาร ขับโลหิต รอบเดือนของสตรี ฟอกโลหิต แก้คลื่นเหียนอาเจียน ผสมยาแก้สะอึก อมแก้เหงือกเปื่อย แก้เสียงแหบแห้ง แก้ร้อนในอก ผลสุก ของยาม้าน มีกลิ่นฉุน สรรพคุณผายลมในลำไส้ ต้น ใช้เป็นส่วนผสมกับสมุนไพรอื่นเป็นยารักษาวัณโรค ดอก เป็นส่วนประกอบของสมุนไพรตัวอื่นเป็นยารักษาวัณโรค
รูปแบบ/ขนาดวิธีการใช้
แก้อาเจียนที่เกิดขึ้นจากธาตุไม่ดีเหมือนปกติ           ใช้ผลดิบหรือห่าม(ยังไม่สุก) ฝานเป็นชิ้นบางๆปิ้ง  หรือคั่วไฟอ่อนๆให้เหลือง  ใช้ทีละ  2  กำมือ  น้ำหนักประมาณ  10-15  กรัม  ต้มหรือชงน้ำกินจิบแม้กระนั้นน้ำเป็นประจำระหว่างที่มีลักษณะอาการ  หากดื่มทีละมากๆจะทำให้คลื่นไส้
ใบสดใช้ต้มน้ำดื่มหรือเอามาบดตากแห้งชงเป็นชาดื่ม รวมถึงใส่แคปซูลรับประทาน ช่วยแก้กระษัย  แก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวตามข้อมือข้อเท้า แก้ท้องร่วง ลดไข้ แก้ไอ ขับเสมหะ แก้จุกเสียดแน่นท้อง แก้โรคเบาหวาน คุ้มครองป้องกันโรคในระบบหัวใจ แล้วก็เส้นโลหิต แก้โรคมะเร็ง
ดอกใช้ต้มน้ำดื่มหรือนำมาตากแห้งชงเป็นชาดื่ม แก้วัณโรค เบาหวาน ปกป้องโรคหัวใจ รวมทั้งเส้นโลหิต ต้านโรคมะเร็ง
เนื้อผลมีรสเผ็ดร้อน มีสารออกฤทธิ์เป็น asperuloside ใช้แก้คลื่นไส้ ช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร รวมทั้งไส้ ช่วยขับระดู แก้เมนส์มาไม่ปกติ ช่วยลดไข้ แก้ไอ ขับเสลด
รากเอามาต้มหรือดองสุรากินเป็นยาระบาย แก้กระษัย ช่วยเจริญอาหาร ปกป้องโรคมะเร็ง โรคในระบบหัวใจ และเส้นโลหิต
ไอระเหยที่เกิดขึ้นจากลูกยอ ใช้รักษากุ้งยิง ลูกยอดิบ ใช้รักษาอาการเจ็บ หรือแผลเป็นสะเก็ดรอบปากหรือข้างในปาก ลูกยอสุก ใช้รับประทาน ลูกยอบดละเอียดใช้กลั้วคอแก้คอเจ็บ ใช้ทาเท้าแก้เท้าแตก ใช้ทาผิวฆ่าเชื้อโรค หรือรับประทานเพื่อฆ่าพยาธิในร่างกาย
ช่วยรักษาโรคกรดไหลย้อน ด้วยการทำเป็นเครื่องดื่ม ใช้คู่กับหัวหญ้าแห้วหมู สิ่งแรกให้เลือกลูกยอห่าม นำมาหั่นเป็นแว่นๆไม่บางหรือดกกระทั่งเกินไป และจากนั้นจึงนำไปปิ้งไฟอ่อนๆโดยปิ้งให้เหลืองกรอบ สำหรับหญ้าแห้วหมูให้เอาท่อนหัวใต้ดินที่เราเรียกว่าหัวแห้วหมู นำไปคั่วให้เหลืองและมีกลิ่นหอมสดชื่น เมื่อเสร็จแล้วให้ตั้งไฟต้มน้ำจนถึงเดือดแล้วเอาตัวยาทั้งสองแบบลงไปต้มพร้อมกัน ใส่น้ำตาลกรวดพอเพียงหวาน ทิ้งเอาไว้ครู่หนึ่งแล้วยกลงจากเตา รอคอยจนอุ่นแล้วนำมากิน ที่เหลือให้กรองมัวแต่น้ำแช่ไว้ในตู้เย็นและก็หลังจากนั้นจึงค่อยอุ่นรับประทาน ให้ดื่มติดต่อกัน 1 อาทิตย์ช่วยแก้อาการเจ็บคอ ด้วยการใช้ลูกยอดิบนำไปเผาไฟให้สุกและแช่ลงไปในน้ำต้มสุก แล้วรินเอาแต่น้ำเพื่อบรรเทาอาการ
วิธีการใช้ยอรักษาอาการอ้วก   ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข (สาธารณสุขพื้นฐาน)                 นำผลยอดิบที่โตสุดกำลังแล้วมาฝานเป็นแผ่นบางๆจากนั้นเอามาตากแห้ง แล้วคั่วในกระทะบนไฟอบอวลๆให้แห้งไหม้เกรียม เอามาบดเป็นผุยผง แล้วก็ใช้ผงมาราวๆ 20 กรัม ชงกับน้ำเดือดใหม่ๆ1 ลิตร แช่ทิ้งเอาไว้ราว 15 นาที กรองมัวแต่น้ำใส่กระติกสำหรับใส่น้ำร้อนไว้ จิบน้ำยาประมาณ 30 มิลลิลิตร ทุก 2 ชั่วโมง เวลาอาเจียน อาเจียน
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่เกี่ยวกับแก้อ้วก คลื่นไส้ การศึกษาเล่าเรียนการใช้น้ำผลยอสำหรับในการระงับอาเจียน โดยเปรียบเทียบกับยา metoclopramide ซึ่งเป็นยาแก้อาเจียน รวมทั้งชาซึ่งใช้ในกรุ๊ปควบคุม ในผู้เจ็บป่วยไข้จับสั่น 92 ราย ที่มีอาการอ้วกอ้วก ชาย 68 ราย หญิง 24 ราย อายุระหว่าง 15 -55 ปี แบ่งเป็นกลุ่มใช้น้ำผลยอ 30 มิลลิลิตร กินทุก 2 ชั่วโมง กรุ๊ปที่ 2 รับประทานน้ำชา 30 มล. ทุก 2 ชั่วโมง รวมทั้งกลุ่มที่ 3 ใช้ยา metoclopramide 1 เม็ด (5 มิลลิกรัม) เวลามีลักษณะอ้วกอาเจียนทุก 4 ชั่วโมง จดบันทึกจำนวนครั้งการอ้วกก่อนและก็ข้างหลังการให้ยาทุกราย จากการเรียนรู้พบว่าค่าถัวเฉลี่ยจำนวนครั้งการคลื่นไส้ก่อนให้ยา 3 กลุ่ม มีค่าไม่ต่างกัน แต่ว่าจำนวนการคลื่นไส้กลุ่มที่ใช้ยา metoclopramide มีน้อยที่สุดรองลงมาคือยอ แล้วก็น้ำชามีค่าเฉลี่ยมากที่สุด หมายความว่ายอลดอาการคลื่นไส้ได้มากกว่าน้ำชา
เมื่อเรียนกลไกการออกฤทธิ์พบว่าผลยอมีฤทธิ์ต้านทาน dopamine อย่างอ่อน  สารสกัดน้ำของผลยอสามารถรีบการบีบตัวของลำไส้เล็กในหนูเม้าส์ที่ได้ถูกกระตุ้นให้คลื่นไส้ด้วย  apomorphine แต่ไม่สามารถต้านฤทธิ์ของ apomorphine สำหรับในการลดการบีบตัวของกระเพาะได้
ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย (Antibacterial activity) มีกล่าวว่าสาร acubin L-asperuloside และ alizarin ในผลลูกยอเป็น antibacterial agent สามารถคุ้มครองการติดเชื้อแบคทีเรียต่างๆได้ ได้แก่ Pseudomonas aeruginosa Proteus morgaii S Staphylococcus aureus Bacillus subtilis Escherichia coil Salmonella และ Shigella
ฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัส (Antitviral activity) มีรายงานการศึกษาและทำการค้นพบสารชนิดหนึ่งจากรากของต้นยอชื่อว่า 1-methoxy-2-formyl-3-hydroxy anthraquinone ซึ่งมีฤทธิ์สำหรับในการยังยั้งการเกิด cytopathic effect ของเชื้อ HIV ต่อการ infect MT4 cell โดยไม่มีการขัดขวางการเติบโตของเซลล์
ฤทธิ์ต้านทานเชื้อวัณโรค (Antitubercular effects) มีการรายงานพบว่าลูกยอสามารถกำจัดการติดเชื้อวัณโรคได้ถึง 97% เปรียบเทียบกับยา antibiotic เช่น Rifampcin
ฤทธิ์ยับยั้งความปวด (Analgesic activity) มีแถลงการณ์ว่าสารสกัดจากรากยอมีฤทธิ์หยุดปวดในสัตว์ทดสอบ และก็ผลของการวิจัย โดย ผศ.ดร.ทัศนีย์ ปัญจานนท์ พบว่าสารสกัดจากผลยอไทยมีฤทธิ์ระงับปวดในสัตว์ทดลอง
(https://www.img.live/images/2018/07/03/e640af980d713871.jpg) (http://www.disthai.com/16941411/%E0%B8%A2%E0%B8%AD)
การศึกษาทางพิษวิทยา
การทดสอบความเป็นพิษ  สารสกัดเอทานอลกับน้ำ (1:1) จากส่วนเหนือดินฉีดเข้าทางท้องหนูพบว่า ค่า LD50 เท่ากับ 0.75 ก./กก. สารสกัดเมทานอลกับน้ำจากผลฉีดเข้าทางท้องหนูเพศผู้พบว่า ค่า LD50 มีค่ามากยิ่งกว่า 1 ก./กก.น้ำหนักตัว ส่วนอีกการทดลองพบว่า สารสกัดเอทานอลกับน้ำ (1:1) จากส่วนเหนือดินขนาด 10 ก./กก. ให้ทางสายยางสู่กระเพาะหนูหรือฉีดเข้าใต้ผิวหนังไม่แสดงความเป็นพิษ
การทดลองพิษครึ่งเรื้อรังในหนูแรทโดยป้อนสารสกัดจากผลยอ ไม่เจอความผิดแปลกอะไรก็แล้วแต่ในค่าตรวจทางชีวเคมีในเลือด และก็ค่าตรวจทางโลหิตวิทยา นอกจากนี้การทดลองความเป็นพิษโดยใช้สารสกัดด้วยน้ำจากผลยอแห้ง ก็ไม่พบความเป็นพิษอีกทั้งแบบรุนแรงและแบบเรื้อรัง
พิษต่อเซลล์  น้ำคั้นจากผลขนาด 6.25 มก./มล.ทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่ามีความเป็นพิษต่อเซลส์ CAa-IIC ในตอนที่สารสกัดเม-ทานอลจากใบ ทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยง ไม่พบความเป็นพิษต่อเซลล์ CFI IS-RA II สารสกัดคลอโรฟอร์มและก็น้ำจากรากทดลองในเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่าส่งผลต่อความเคลื่อนไหวรูปร่างของเซลล์ ขณะที่สารสกัดเฮกเซนแล้วก็เมทานอลจากรากไม่เป็นผลต่อความเคลื่อนไหวรูปร่างของเซลล์
ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์จากผลไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ เมื่อทดสอบใน Bacillus subtilis
ข้อเสนอ/ข้อควรไตร่ตรอง

เอกสารอ้างอิง